'หัวแถว'สมประโยชน์...ทั้งไพร่ และ อำมาตย์

หลังภาพปรองดองของคน 2 ขั้ว ที่ขั้วหนึ่งเคยเรียกตนเองว่า "ไพร่" อีกขั้วหนึ่งเคยถูกกล่าวหาว่าเป็น "อำมาตย์" ปรากฏต่อสายตาประชาชนทั้งเหลืองทั้งแดง เมื่อบ้าน "อำมาตย์" เปิดรับเครือข่าย "ไพร่" บ่อยขึ้น หลายฝ่ายก็ยินดีปรีดาอยู่ลึกๆ ในใจ คิดว่าประเทศไทยจะได้เดินไปข้างหน้ากันเสียที แต่ก็มีอีกหลายฝ่ายไม่น้อยที่อดสงสัยคาใจกันไม่ได้ว่า "เรื่องแบบนี้ จะเกิดขึ้นได้จริงหรือ..?" นั่นเพราะฝ่ายไพร่ เคยมีท่าทีที่ชัดเจนต่อหน้าคนเรือนหมื่นที่เข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองหลายต่อหลายหน ว่าไม่เอา "อำมาตย์" พามวลชนไปก่นด่ากันถึงหน้าบ้านก็เคยมาแล้ว แล้วอยู่ดีๆ ไฉนกลับมายื่นมือให้กัน เอ็นดู "ปู" เสื่อ รับนัดกันเป็นว่าเล่น...?

 

ว่ากันว่าเรื่องนี้มีที่มาของการประสานผ่านคนบางคนนอกพรรคการเมืองใหญ่ เป็นตัวกลางเชื่อม "อำมาตย์" และ "ไพร่" ให้เข้าหากัน ทั้งนี้และทั้งนั้นหาใช่หวังเรื่องปรองดองเป็นหลักเหมือนที่ฉากหน้าว่ากันไว้ แม้ความจริงจะเป็นเช่นนั้นที่ว่า หากระดับหัวแถวของคน 2 ขั้ว หันมายินดีปรีดาต่อกัน ประชาชนคนที่เคยแตกแยกในสังคมอาจเริ่มหันกลับมามองหน้ากันบ้าง แต่นั่นอาจเป็นเพียงผลพลอยได้จากการเดินแผน "พาคนไกลกลับบ้าน" ขั้นที่ 1 ก็เป็นได้ มองได้ว่าการประสาน "อำมาตย์" และ "ไพร่" ให้เข้าหากันครั้งนี้ หวังผล 2 อย่าง อย่างแรก ภาพแห่งความปรองดองอย่างที่ว่าดูไปแล้วไม่มีอะไรเสียหาย ใครๆ ก็โหยหาปรองดอง ไม่อยากให้คนในบ้านเมืองตีกันเองอีก สร้างภาพแบบนี้ให้เกิดขึ้นแล้วมันจะเสียได้อย่างไร อาจจะมีส่วนหนึ่งที่ขุ่นเคืองใจไม่เห็นด้วย ซึ่งนั่นเป็นผลอย่างที่สองของแผนปรองดองครั้งนี้อยู่แล้ว เปรียบกับสำนวนโบราณได้ชัดเจนว่า "ยิงปืนนัดเดียว ได้นกสองตัว" เพราะส่วนที่จะไม่พอใจกับการปรองดองหนนี้ คงหนีไม่พ้นหวยต้องไปออกที่กลุ่ม "ไพร่" ที่ฝังใจกับเหตุการณ์ที่ผ่านมา และยืนยันหัวชนฝาขออยู่คนละฝั่งตลอดกาล 

สังเกตจากท่าทีคนไกล และเครือข่ายที่ไม่ตอบโต้ หรือชี้แจงให้ไพร่เข้าใจเรื่องการเข้าบ้าน "อำมาตย์" กลับอยู่นิ่งไม่ออกอาการใดๆ หรือใจหนึ่งรู้อยู่แล้วว่าต้องมีไพร่แตกแถวไม่เห็นด้วย ตีตนออกห่าง แสดงความไม่พอใจ ซึ่งก็สมประโยชน์กับฝ่าย "อำมาตย์" ที่หวังสลายมวลชนหัวแข็งให้อ่อนกำลัง เมื่อรวมตัวกันไม่ได้ อำนาจต่อรองก็ลดลง ส่วนหัวแถว "ไพร่" เองนั้นก็ทิ้งทุ่น ลอยตัวขอประคองเกมพาตัวเองกลับบ้านก่อน ซึ่งหากมองกันดีๆ แล้ว ภาพปรองดองที่เสมือนหนึ่งการ "หักหลัง" มวลชนไพร่ ถูกใช้เป็นตัวเปิดเกมไปแล้ว หากมวลชน "ไพร่" ยังคงอยู่ แล้วจะกลับบ้านได้อย่างไร...การสลายมวลชนไพร่จึงสมประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย ทั้ง "อำมาตย์" ที่จ่อปราบ ไพร่ และหัวขบวน "ไพร่" ที่พร้อมหักหลัง เมื่อมวลชนอ่อนแรง ไร้กำลังต่อรอง ทุกอย่างก็พร้อมเปิดประตูรอรับ กลับได้อย่างสบายใจ

นั่นก็เป็นมุมหนึ่งที่กำลังเดินหน้าไปอย่างเงียบๆ อีกมุมหนึ่งเรื่องของการเมืองที่ต้องเดินควบคู่กันไป โดยเฉพาะใกล้วาระปลดแอก บ้านเลขที่ 111 ต่างคนต่างมองว่าคนกลุ่มนี้ต้องได้กลับมาทำงานการเมืองในฐานะผู้เล่น "ตัวจริง" อีกครั้งแน่นอน แต่จะกลับมาอย่างไร ร่วมขบวนกับพรรคใหญ่ไปตามทางอย่างนั้นหรือ ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐออนไลน์ไม่ขอฟันธง แต่เชื่อว่างานนี้มีแตกเป็นสองทาง ส่วนหนึ่งกลับเข้าพรรคใหญ่ต้นสังกัด รับลูกตามเกมที่ผู้คนคาดการณ์ แต่อีกส่วนหนึ่งจะแยกตัวไปหนุนพรรค "ตัวแทน" ผลักดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่ยังคงค้างอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรต่อ โดยพรรคใหญ่ไม่ต้องออกหน้าล่อเป้าฝ่ายค้าน พรรค "ตัวแทน" ออกตัวเดินเกมนี้ได้ไม่น่าเกลียด

 

สัญญาณที่จับได้จากการแข่งฟุตบอล 111 ที่ผ่านมา แกนนำพรรค "ตัวแทน" บางคน ไปร่วมออกกำลังกายงานนี้กับเขาด้วย มองเผินๆ อาจเหมือนการเตรียมขยับขอร่วมก๊วนขบวนหน้าของพรรคใหญ่ด้วย แต่ในมุมกลับอาจเป็นการต้อนรับขับสู้ 111 ที่เตรียมรับมาฝังตัวตามเกมที่กำหนดไว้ก็เป็นได้ ติดใจกันอยู่ที่หัวใหญ่นายทุนพรรค "ตัวแทน" หากยังเป็นอดีตสมุนไพร่ งานนี้คงรวมตัวกันยาก แต่หากเปลี่ยนเป็นทายาทรุ่น 2 อะไรๆ ก็ง่ายขึ้น จับตาดูการเปลี่ยนตัวหัวหน้าทัพคนใหม่ หากใช่ทายาทจริง งานนี้ก็มีแวว...แย้มให้อีกนิด ก็ในเมื่อช่วยประสาน "อำมาตย์-ไพร่" ให้เข้าหากันได้ไปงานหนึ่งแล้ว แบ่ง 111 มาเข้าพรรคสักหน่อยจะเป็นไรไป...แต่ทั้งหมด คงต้องถามใจคนตัวใหญ่แดนบุรีรัมย์ก่อน ว่าจะโอเคหรือหรือเซย์โน...

วันที่ : 04/05/2555
TAG :
ที่มา : ไทยรัฐ
Link : http://www.thairath.co.th/content/pol/257676
   
   
หมวด :
การเมือง
สถานะ :
ข่าวเด่น
ผู้ชม :
140 view
 
   

 

ข่าวเด่นประจำวัน