ส่อแววฟองสบู่ฉุดเศรษฐกิจร่วง เงินทะลักเข้าไทยดันบาทแข็ง

สถานการณ์ค่าเงินบาทตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมาได้กลายเป็นปัญหาหนักอกให้กับรัฐบาล เช่นเดียวกับปัญหาการเมือง ที่ยิ่งเข้าใกล้เดือนเมษายน

ก็ยิ่งทวีความร้อนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะจนถึงเวลานี้ค่าเงินบาทได้แข็งค่าทะยานพุ่งพรวดจากเมื่อต้นปีขึ้นมาถึง 5%

 

สถานการณ์ค่าเงินบาทตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมาได้กลายเป็นปัญหาหนักอกให้กับรัฐบาล เช่นเดียวกับปัญหาการเมือง ที่ยิ่งเข้าใกล้เดือนเมษายน ก็ยิ่งทวีความร้อนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะจนถึงเวลานี้ค่าเงินบาทได้แข็งค่าทะยานพุ่งพรวดจากเมื่อต้นปีขึ้นมาถึง 5%
 
โดยเฉพาะเมื่อวันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา ที่ค่าเงินปรับตัวแข็งค่าขึ้นมาถึงระดับ 29.15 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐทีเดียว ซึ่งถือว่าแข็งค่าที่สุดในรอบ 16 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่เกิดวิกฤติต้มยำกุ้งจนต้องปล่อยลอยตัว เมื่อปี 40 แถมยังเป็นการแข็งค่าเร็วกว่าเงินสกุลอื่นที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นอย่าง เงินเปโซ ของฟิลิปปินส์ ที่แข็งค่าขึ้นเพียง 0.7%
 
ขณะเดียวกันยังสวนทางกับค่าเงินสกุลอื่นทั้งเงินริงกิต ของมาเลเซีย ที่อ่อนค่าลง 2.2%  เงินรูเปียห์ ของอินโดนีเซีย ที่อ่อนค่าลง 1.1% หรือเงินดอลลาร์สิงคโปร์ ที่อ่อนค่าลง 2.4%
 
สาเหตุที่เงินบาทแข็งค่าเป็นผลมาจากเศรษฐกิจประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ  ทั้งสหรัฐอเมริกาและยุโรปยังลูกผีลูกคนและประเทศเหล่านี้ยังต้องอาศัยเม็ดเงินอัดฉีดเข้าระบบ ทำให้กระแสเงินทุนต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาหาผลตอบแทนสูง โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเอเชียรวมถึงไทยที่เศรษฐกิจที่มีความแข็งแกร่ง ผนวกกับได้รับแรงหนุนจากการลงทุนพื้นฐานของรัฐทำให้นักลงทุนแห่เข้ามาเก็งกำไรในตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร ตลาดอสังหาริมทรัพย์กันอย่างเนืองแน่น
 
อย่างไรก็ดีบรรดากูรูด้านการเงินทั้งหลาย ได้ออกมาคาดการณ์ทิศทางค่าเงินบาทไปในทิศทางเดียวกันว่ามีแนวโน้มแข็งค่าถึง 29 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในกลางปีนี้ และ แข็งค่าถึง 28.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ปลายปีนี้  เพราะไทยยังต้องเผชิญแนวโน้มเงินทุนไหลเข้าต่ออีก 1 ปี จากนโยบายอัดฉีดสภาพคล่องของประเทศที่มีปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งแนวโน้มการแข็งค่าของค่าเงินบาทที่ตลอดทั้งปีเฉลี่ยน่าจะอยู่ที่ 29.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้เพียง  4.8% และทำให้การส่งออกของไทยจะเติบโตได้ในระดับที่ 10.5%
 
ส่วนข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ระบุไว้ว่า หากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นทุก 1% จะกระทบต่อการส่งออก 0.6-1%  หากค่าเงินบาทเฉลี่ยอยู่ที่ 28.90 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ การส่งออกจะโตเพียง  6.5% และเศรษฐกิจจะขยายตัวเพียง 4.2% แต่ถ้าค่าเงินบาทหลุดกรอบไปแตะที่ 27.90 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ส่งออกจะเติบโตเหลือเพียง 2.5% เท่านั้น ขณะที่เศรษฐกิจไทยเติบโตเพียง 3%   
 
แต่ที่น่าสนใจ…อยู่ที่ว่าประธานบอร์ดแบงก์ชาติและประธานที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรีอย่าง “ดร.โกร่ง-วีรพงษ์ รามางกูร” ออกมาแสดงความกังวลไว้ว่า เงินร้อนที่หลั่งไหลเข้ามาในไทยเวลานี้ได้ส่งผลกระทบใน 2 เรื่อง คือทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น และทำให้เกิดฟองสบู่ในภาคการเงินและอสังหาริมทรัพย์ โดยเงินที่ไหลเข้ามาเพราะไทยมีอัตราดอกเบี้ยที่สูงถึง 2.75% แต่ในส่วนของสหรัฐอยู่ที่ 0.25% ถือว่าต่างกันหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ เมื่อเงินยังมีอยู่จนล้นโลก หากที่ใดให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าไหลไปตรงนั้น
 
ที่สำคัญ ดร.โกร่ง ยังบอกไว้อีกว่า ในฐานะที่เป็นประธานบอร์ดแบงก์ชาติก็มั่นใจได้เลยว่า แม้จะเกิดสถานการณ์เช่นนี้แต่อย่างไรเสียแบงก์ชาติคงไม่ลดดอกเบี้ยแน่นอน และกล้าท้าพนันได้ ผมกล้าพนันได้เลย และหากเงินยังไหลเข้าอยู่เช่นนี้ก็มีโอกาสที่จะเกิดฟองสบู่ในไทยได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงว่าฟองสบู่อาจแตกได้ในปลายปีนี้
ด้วยความจริงที่ว่าปัจจุบันไทยได้เปิดเสรีการเงิน แต่ขณะเดียวกันไทยยังไม่มีเครื่องมือรองรับที่ดีเช่นกันด้วย เห็นได้จากเงินร้อนที่เข้ามาเก็งกำไรในตลาดหุ้น และตลาดพันธบัตร ที่มีต่างชาติเข้ามาแล้วกว่า 15% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
 
การออกมาประกาศเตือนอย่างชัดเจนของดร.โกร่ง ครั้งนี้ถือว่ายิ่งตอกย้ำลงไปอีกว่า “เงินร้อน” ที่หลั่งไหลเข้ามาเวลานี้กำลังเป็นชนวนระเบิดลูกใหญ่ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องตั้งรับให้ทัน เพราะล่าสุดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยได้ทำลายประวัติศาสตร์เพราะมีมูลค่าซื้อขายกว่า 1 แสนล้านบาททีเดียว แถมยังดิ่งเหวมากกว่า 50.55 จุดหรือหดตัวมากถึง 3.3%  เมื่อปิดตลาด เพราะกังวลถึงสถานการณ์การเมือง รวมไปถึงกังวลว่าแบงก์ชาติจะออกมาตรการมาสกัดกั้นเงินร้อน ขณะที่เศรษฐกิจโลกก็ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ
 
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ไม่ว่าจะเป็นเงินบาทผันผวน ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้นผันผวน ถือเป็นจุดเสี่ยงที่สำคัญว่าจะเป็นไปตามที่ดร.โกร่ง เตือนไว้หรือไม่ หรือแม้แต่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังเติบโตแบบสุดขั้วในเวลานี้ เพราะหากฟองสบู่แตกขึ้นมาจริง ๆ ก็เท่ากับเป็นการซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยมากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการส่งออก ที่ทำให้บรรดาผู้ส่งออกทั้งหลายได้ออกมาถามหามาตรการดูแลก่อนต้องนอนซมพิษไข้กันอีกระลอก
 
ธุรกิจที่เชื่อกันว่าได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทมากที่สุด ได้แก่ กลุ่มผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร เช่น ข้าว ยาง น้ำตาล ผลไม้และผลไม้สำเร็จรูป กุ้งและอาหารทะเลแช่แข็ง ไก่แช่แข็ง ที่กำไรลดลงตามอัตราแลกเปลี่ยน ส่วนกลุ่มที่ได้รับผลกระทบรองลงไป ได้แก่ กลุ่มธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้า รองเท้าและชิ้นส่วน ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับยาง เครื่องหนัง ผลิตภัณฑ์พลาสติก เครื่องประดับและอัญมณี รวมไปถึงโรงแรม
 
ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่ต่างซื้อและจองสัญญาอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับตัวเองไว้แล้วจึงถือว่าเป็นกลุ่มที่ยังไม่น่ากังวลแต่…บรรดาผู้ประกอบการที่เป็นกลุ่มเอสเอ็มอีหรือธุรกิจรายย่อยส่วนใหญ่ ยังมีการป้องกันความเสี่ยงในสัดส่วนน้อย จึงถือเป็นกลุ่มที่น่าห่วงเพราะมีภูมิต้านทานต่ำ จึงแข่งขันราคาไม่ได้ ที่จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องได้รับ ’ยา“ เพื่อป้องกัน หรือต้องเข้าไปเยียวยาให้ทัน
 
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย บอกว่า มาตรการที่จะเข้ามาดูแลค่าเงินบาทนั้นมีทั้งผลดีและผลเสียโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การลดส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยไทยและต่างประเทศ” อาจลดแรงจูงใจในการเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดการเงินไทยโดยเฉพาะในตลาดตราสารหนี้ได้ แต่มีข้อเสีย คือ ไม่สามารถรับประกันได้อย่างเด็ดขาดว่าจะชะลอหรือยุติกระแสการไหลเข้าของเงินลงทุนต่างชาติได้
 
ขณะเดียวกันอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงอาจไปเพิ่มความร้อนแรงของตลาดสินเชื่อภาคครัวเรือนอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นการเปิดประเด็นความเสี่ยงด้านเสถียรภาพการเงินของประเทศในระยะข้างหน้า...ซึ่งตรงกับความเป็นห่วงของแบงก์ที่ได้แสดงความกังวลไว้
 
ความเห็นนี้กลับตรงกันข้ามกับความคิดของประธานแบงก์ชาติที่บอกว่า การที่กลัวกันว่าเมื่อลดดอกเบี้ยจะยิ่งกระตุ้นการใช้จ่าย การบริโภคจะเพิ่มขึ้น ทำให้ข้าวของแพงขึ้น ตรงนี้อยากให้เข้าใจว่าไทยนั้นเป็นประเทศเล็ก และเป็นประเทศเปิด แม้สินค้าแพงขึ้น แต่เพิ่มขึ้นไม่มาก หากลดดอกเบี้ยทำให้การนำเข้าเพิ่มขึ้น ยิ่งเป็นการดีที่จะช่วยลดการเกินดุล ลดดุลบัญชีที่เกินดุลอยู่มากในเวลานี้ได้
 
ด้านผู้ว่าการแบงก์ชาติอย่าง “ประสาร ไตรรัตน์วรกุล” มองว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่าเป็นผลจากพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่ดี ซึ่งทำให้มีเงินทุนต่างประเทศไหลเข้ามาลงทุน โดยเงินทุนเหล่านี้ส่วนใหญ่เข้ามาในตลาดตราสารหนี้มากกว่าตลาดหุ้น ดังนั้นการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นในช่วงนี้จึงเป็นเรื่องของนักลงทุนในประเทศมากกว่า หากเทียบปริมาณเงินที่ไหลเข้าประเทศไทยในช่วงนี้ ถือว่าไม่ได้มีมากนักเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า แต่สาเหตุที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นค่อนข้างเร็วเป็นเรื่องของราคาซื้อและขายมากกว่า
 
ไม่ว่า…ใครจะมีเหตุผลมีความเชื่อในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเช่นใด แต่อย่าลืมว่าผลที่ออกมาจากความเชื่อของแต่ละฝ่ายที่ ณ เวลานี้คงไม่มีใครชี้ชัดได้ว่าสิ่งที่ถูกต้องคืออะไร แต่ที่แน่ ๆ…คนที่ต้องรับผลที่เกิดขึ้นก็คือคนไทยตาดำ ๆ นั่นเอง!.
 
ยันไม่มีมาตรการพิเศษ
 
“กิตติรัตน์ ณ ระนอง” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง มั่นใจว่า ค่าเงินบาทจะไม่แข็งค่าจนหลุดกรอบ 27 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แน่นอน เพราะหากถึงจุดนั้นจะเกิดปัญหาขึ้นก่อนแล้วกลไกจะทำงาน แต่ในฐานะที่เป็นรัฐบาลก็ต้องป้องกันเพื่อไม่ให้ถึงจุดวิกฤติ เพราะยอมรับว่าค่าเงินบาทมีผลกับภาคเศรษฐกิจหลายส่วน เมื่อเงินบาทแข็งค่าหากทอนเป็นเงินบาทแล้วในแง่ของการส่งออกได้เงินบาทลดลง ทำให้ภาคอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบและอาจลุกลามไปถึงการจ้างงานได้ ที่สำคัญจะทำให้การนำเข้าเพิ่มขึ้น ประเทศขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งรัฐบาลจะเร่งหาแนวทางสกัดกั้นค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่าเกินกว่าที่ควรจะเป็น เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับเสถียรภาพเศรษฐกิจ และภาพรวมการส่งออก อย่างไรก็ตาม มาตรการที่มีอยู่เวลานี้ยังสามารถประคับประคองสถานการณ์ค่าเงินได้ ไม่จำเป็นต้องออกมาตรการพิเศษมาดูแล และยังไม่มีมาตรการภาษีสำหรับผู้ส่งออก
 
ฟันธงบาทแข็งแตะ 28.50 บ.
 
“เชาว์ เก่งชน” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ในปลายปีนี้ค่าเงินบาทอาจแข็งค่าไปแตะที่ระดับ 28.50 บาท ต่อดอลลาร์สหรัฐ ได้ โดยที่ไทยยังต้องเผชิญแนวโน้มเงินทุนไหลเข้าต่อไปอีก 1 ปี จากนโยบายอัดฉีดสภาพคล่องของประเทศที่มีปัญหาเศรษฐกิจทั้งสหรัฐอเมริกาและยุโรป คาดว่าค่าเงินปีนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 29.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐทำให้เศรษฐกิจไทย  4.8% ส่งออกอยู่ที่  10.5% ส่วนการดำเนินนโยบายค่าเงินบาทนั้น ต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของภาครัฐถึงความเหมาะสมต่าง ๆ เพราะทุกนโยบายมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกัน แต่มองว่าการใช้นโยบายเก็บภาษีเงินเก็งกำไรนั้น ควรใช้ในช่วงที่จำเป็นเท่านั้น ซึ่งไทยเป็นประเทศเสรีด้านการค้า การลงทุน หากใช้การเก็บภาษีสกัดเงินร้อน ก็ต้องชี้แจงให้ต่างประเทศเข้าใจถึงความจำเป็น
 
เอกชนตามติดฝีมือรัฐ
 
“วิศิษฎ์ ลิ้มประนะ” ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) บอกว่า บรรดาผู้ส่งออกเริ่มได้รับผลกระทบจากปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่ามากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมามีการตั้งราคาสินค้ากับคู่ค้าไว้โดยคำนึงถึงค่าเงินบาทระดับเฉลี่ย 30 บาทต่อดอลลาร์ ไม่คิดว่าจะแข็งค่าในระดับ 29 กว่าบาทต่อดอลลาร์ แต่ภาพรวมอาจจะยังไม่เห็นชัดนักซึ่งกำลังติดตามนโยบายภาครัฐว่าจะเข้ามาดูแลมากน้อยเพียงใดเพราะค่าเงินบาทเป็นปัจจัยที่เอกชนคุมไม่ได้ ซึ่งหากบาทแข็งค่าต่อเนื่องผู้ส่งออกในกลุ่มอาหารคงจะต้องเร่งดำเนินการที่สำคัญ 2 เรื่องประกอบด้วยการเจรจาผู้ค้าเป็นราย ๆ ไปที่จะขอปรับราคาสินค้าขึ้นและใช้วิกฤติให้เป็นโอกาสในการนำเข้าเครื่องจักรมาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดการใช้พลังงาน
วันที่ : 25/03/2556
TAG : ส่อแววฟองสบู่ฉุดเศรษฐกิจร่วง เงินทะลักเข้าไทยดันบาทแข็ง
ที่มา : dailynews
Link : http://kahkai.com
   
   
หมวด :
ข่าวเศรษฐกิจ
สถานะ :
ข่าวทั่วไป
ผู้ชม :
416 view
 
   

 

ข่าวเด่นประจำวัน